ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ข่าวอวกาศ

    นาซา พบรอยแยกขนาดใหญ่ในสนามแม่เหล็กโลก


ยานสำรวจธีมิส
ที่มา http://domino.lancs.ac.uk/Info/lunews.nsf/I/54B62EC9D2B3F10E8025728400341421/$File/themisweb.jpg

องค์การบริหารการบินและอวกาศของสหรัฐอเมริกา หรือ นาซา ได้แถลงว่ายานสำรวจธีมิส (THEMIS Time History of Events and Macroscale Interactions during Substorms) ซึ่งมีจำนวนห้าลำได้ค้นพบมีรอยแยกขนาดใหญ่เกิดขึ้นในสนามแม่เหล็กโลก โดยรอยแยกดังกล่าวมีขนาดใหญ่เป็นสิบเท่าเมื่อเทียบกับรอยแยกที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

ยานธีมิส 5 ลำขณะถูกปล่อยในอวกาศ
ที่มา http://www.nasa.gov/images/content/168649main_themis_deployment_lgweb.jpg

ผลจากที่มีรอยแยกขนาดใหญ่ในสนามแม่เหล็กโลก ทำให้ลมสุริยะสามารถพัดทะลุลอดเข้าสู่แม็กนีโตรสเฟียร์ และก่อให้เกิดพายุแม่เหล็กโลกที่มีความรุนแรง ทั้งนี้รอยแยกขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับนักวิทยาศาสตร์มากนัก แต่ที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ประหลาดใจกลับเป็นรูปแบบของรอยแยกที่เกิดขึ้นนั้นมีลักษณะที่แปลกประหลาดและไม่สามารถคาดเดาว่าจะเปลี่ยนรูปเป็นแบบใด อย่างไรก็ตาม การค้นพบในครั้งนี้ได้เปลี่ยนความเข้าใจพื้นฐานของการทำปฏิกิริยาระหว่างลมสุริยะและแม็กนีโตรสเฟียร์

ที่มา http://www.nasa.gov/mission_pages/themis/main/index.html

แม็กนีโตรสเฟียร์มีลักษณะเป็นฟองของแม่เหล็กที่ล้อมโลกไว้โดยรอบ และทำหน้าที่ป้องกันโลกของเราจากลมสุริยะ ทั้งนี้การสำรวจแม็กนีโตรสเฟียร์นี้เป็นเป้าหมายของพันธกิจธีมิส ซึ่งถูกปล่อยขึ้นสูงอวกาศในเดือนกุมภาพันธ์ 2007

การค้นพบครั้งใหญ่เกิดเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2007 ในขณะที่ยานสำรวจธีมิสทั้งห้าลำโคจรผ่านเข้าไปสู่รอยแยกที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้น รอยแยกดังกล่าวมีขนาดใหญ่มาก (กว้างกว่าโลกของเราถึง 4 เท่า) ตัวตรวจวัดบนยานได้ตรวจวัดและบันทึกกระแสอนุภาคของลมสุริยะไหลเข้าสู่แม็กนีโตรสเฟียร์อย่างต่อเนื่องและมีปริมาณมากถึง 1027 อนุภาคต่อวินาที ทั้งนี้อัตราการไหลของอนุภาคที่มีค่ามากขนาดนี้เป็นตัวเลขที่นักวิทยาศาสตร์คิดว่าเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นจากการแจ้งเตือนเล็กๆ เมื่อลมสุริยะที่พัดมาในลักษณที่ดูเหมือนว่าจะไม่รุนแรงนั้น ได้ส่งให้สนามแม่เหล็กจำนวนมากเคลื่อนจากดวงอาทิตย์สู่โลก ทั้งนี้สนามแม่เหล็กสุริยะดังกล่าวได้ห้อมล้อมแม็กนีโตรสเฟียร์และกะเทาะให้แม็กนีโตรสเฟียร์เกิดรอยแยก การกะเทาะดังกล่าวประสบผลสำเร็จโดยขบวนการที่เรียกว่า "การเชื่อมต่ออีกครั้งของแม่เหล็ก" (magnetic reconnection) ณ บริเวณเหนือขั้วโลก สนามแม่เหล็กโลกและสนามแม่เหล็กสุริยะเกิดการเชื่อมต่อกันและจัดรูปเป็นท่อสำหรับลมสุริยะ ทั้งนี้ท่อดังกล่าวปรากฏอยู่ ณ บริเวณอาร์คติก และแอนตาร์กติก และขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว โดยภายในสองนาที ท่อดังกล่าวขยายตัวถึงบริเวณเหนือเส้นศูนย์สูตร และก่อเป็นรอยแยกแม่เหล็กขนาดใหญ่มากเท่าที่มีการสำรวจมา

แม็กนีโตรสเฟียร์
ที่มา http://www.bu.edu/cism/CISM_Thrusts/magnetosphere.html

แบบจำลองคอมพิวเตอร์ของการไหลวนของลมสุริยะรอบสนามแม่เหล็กโลก เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2007
ทั้งนี้สีพื้นของภาพแสดงถึงความหนาแน่นของลมสุริยะ
โดยที่สีแดงแสดงถึงความหนาแน่นสูง ส่วนสีน้ำเงินแสดงถึงความหนาแน่นต่ำ
เส้นดำทึบแสดงขอบเขตด้านนอกของสนามแม่เหล็กโลก
ส่วนบริเวณที่หัวลูกศรสีขาวแสดงบริเวณที่ความหนาแน่นต่ำและเป็นบริเวณที่รอยแยกปรากฏขึ้น
และลมสุริยะทะลุผ่านสนามแม่เหล็กโลก
(วิเคราะห์ข้อมูลธีมิส โดยทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยนิวแฮมป์เชียร์)

ในเรื่องรอยแยกของสนามแม่เหล็กโลก นักวิทยาศาสตร์แสดงความประหลาดใจเป็นอย่างมากถึงขนาดที่ใหญ่ของรอยแยก ทั้งนี้นักฟิสิกส์อวกาศมีความเชื่อโดยตลอดมาว่าหลุมของแม็กนีโตรสเฟียร์จะเปิดออกเฉพาะต่อการตอบสนองของสนามแม่เหล็กสุริยะที่ชี้ไปทางทิศใต้ แต่รอยแยกที่ปรากฏขึ้นเมื่อมิถุนายน 2007 ที่ผ่านมานั้นกลับเปิดออกต่อการตอบสนองของสนามแม่เหล็กสุริยะที่ชี้ไปทางทิศเหนือ ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่นักฟิสิกส์อวกาศเคยเชื่อมาโดยตลอด

นักวิทยาศาสตร์กล่าวเพิ่มเติมพร้อมกับการอธิบายถึงเหตุผลที่ทำให้เกิดความสับสน โดยเริ่มจากลมสุริยะจากดวงอาทิตย์จะปะทะกับแม็กนีโตรสเฟียร์ของโลกโดยตรงบริเวณเหนือเส้นศูนย์สูตรที่ซึ่งสนามแม่เหล็กโลกชี้ไปในทิศเหนือ ถ้าสมมุติว่ากลุ่มของสนามแม่เหล็กสุริยะพุ่งเข้ามาและชี้ไปยังทิศเหนือ ดังนั้นสนามแม่เหล็กสองสนามก็น่าจะเสริมกัน ซึ่งก็ควรที่จะทำให้สนามแม่เหล็กโลกมีความแข็งแรงขึ้นในเชิงการป้องกันและปิดประตูไม่ให้ลมสุริยะทะลุลอดเข้ามาได้ ซึ่งภาษาของนักฟิสิกส์อวกาศ สนามแม่เหล็กสุริยะที่ชี้ไปยังทิศเหนือ มีชื่อเรียกว่า "นอร์ทเธิน ไอเอ็มเอฟ" ซึ่งมีความหมายว่า "เกราะกำบัง"

นักวิทยาศาสตร์กล่าวเสริมต่ออีกว่า เมื่อเจ้าสนามแม่เหล็กสุริยะที่ชี้ไปยังทิศเหนือ หรือ "นอร์ทเธิน ไอเอ็มเอฟ" เคลื่อนเข้ามา แต่กลับกลายว่าเกราะกำบังกลับลดลง แทนที่จะมีความแข็งแรงมากขึ้นตามทฤษฎีและความเชื่อของนักฟิสิกส์สุริยะ ซึ่งประเด็นนี้ได้เปลี่ยนความเข้าใจของทุกคนในเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้ นอร์ทเธิน ไอเอ็มเอฟ ไม่ได้เป็นตัวที่ก่อให้เกิดพายุแม่เหล็กโลก แต่เจ้านอร์ทเธิน ไอเอ็มเอฟ นี้เป็นตัวกำหนดขั้นตอนให้กับพายุ โดยการบรรจุแม็กนีโตรสเฟียร์พร้อมกับพลาสมา ทั้งนี้แม็กนีโตรสเฟียร์ที่ถูกบรรจุไว้นี้จะเป็นเชื้อปะทุสำหรับทำให้เกิด ออโรลา การทำให้ระบบสายส่งไฟฟ้าขัดข้อง และ การรบกวนอื่นๆ ที่เป็นผลที่เกิดจาก CME (coronal mass ejection) พุ่งเข้าสู่โลก

CME
ที่มา http://www.nasa.gov/mission_pages/solar-b/solar_005_prt.htm

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าในปีถัดไปจะเป็นปีที่โลกของเราเข้าสู่วัฏจักรสุริยะรอบที่ 24 ซึ่งเป็นตัวเลขจำนวนเลขคู่ซึ่งนักวิทยาศาสตร์มีความเข้าใจว่า ปรากฏการณ์ CME ในรอบวัฏจักรสุริยะที่เป็นเลขคู่นั้นจะพุ่งเข้าหาโลกพร้อมกับสนามแม่เหล็กสุริยะที่ชี้ไปทิศเหนือ โดยนักวิทยาศาสตร์คาดว่า CME จะเปิดรอยแยกและทำให้เกิดการสะสมแม็กนีโตรสเฟียร์พร้อมกับพลาสมาก่อนที่พายุแม่เหล็กโลกจะก่อตัวขึ้น ซึ่งจะเป็นลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้า ซึ่งเราควรที่จะติดตามว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างบนโลกของเรา

วัฏจักรสุริยะรอบที่ 24
ที่มา http://standeyo.com/NEWS/07_Space/071209.big.sunspot.html

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข่าววันที่ 29 มกราคม 2552

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: space@mict.go.th